เสียง โด เร มี ฟา ซอล โด ถนัดถ้อยถนัดคำมากขึ้นสำหรับ อีกา นิ้วมือที่ลิ่วไล้ซอกไซร้ตามลำเลาขลุ่ย คล่องแคล่วตามใจนึกคิดอยากให้เป็น หลายครั้งเมื่ออีกา ได้ยินเสียงอะไร ที่คิดว่า เสียงตามขลุ่ยของฉัน ก็หยิบขลุ่ยเป่าเพื่อความท้าทายจะตรงใจที่นึกคิดหรือไม่ แรก ๆ ผิดเพี้ยนไปมากโข อีกาได้แต่ปลอบใจว่า ก็เพิ่งหัดเดินนี่นา จะไม่ให้ล้มเลยมันเป็นไปไม่ได้ ไม่นานนัก "เป่าขลุ่ยที่ดี ต้องเอาใจเป่าเข้าไปในขลุ่ย และนิ้วแต่ละนิ้ว สิบนิ้ว ต้องเคลื่อนไหวแบบสายน้ำไหล" คำของลุงขอทาน ที่อีกาจดจำได้ไม่เคยลืม อีกาเริ่มถอดรหัสลับได้ว่ามันคืออะไร ซ่อนเงื่อนตรงไหน แก้ไขอย่างไร จับต้องตรงไหน จับจิต ณ ที่ใด
แต่อีกา หารู้ไม่ว่า พื้นฐานชั้นเยี่ยมผู้มีพระคุณดุจดวงจิตทั้งดวงของอีกานั้น คือ กลวิธีให้อีกา เดินย่างก้าวไปโรงเรียน ไปกลับ สองหมื่นก้าว ที่แม่บุญยังวางอุบายซ่อนงำ ไม่ต้องชี้แจงให้อีกาฟังในคราวแรก ๆ แม้ใจอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ระยะทางเช่นนี้ยังให้ลูกลำบากตรากเดิน อย่างที่เพื่อนบ้านหลาย ๆ คนติฉินนินทา แต่แม่บุญยัง หาได้โกรธอารมณ์เสียกับคำครหาว่ากล่าวแต่อย่างใด โดยเชื่อว่า ถ้ามัวกลัวลูกหกล้ม ลูกก็เดินไม่ได้เป็นแน่ ฉันใดฉันนั้น ถ้าไปใช้จิตใจที่ห่วงใย เกินความห่วงใย อีกา จะเติบใหญ่อย่างมั่นคงย่อมไม่ได้
เสียงขลุ่ยพริ้วไหว เหมือนลู่ลมพัดสบัดโบก คล้อยเคลื่อนเลื่อนไปตามสายลม ที่เสียงพึงจะพยายามเยื้องย่างก้าวไปถึง แม่บุญยัง ยิ้มปลื้มปิติ ว่า อีกา เป่าขลุ่ยถึงชั้นระดับใด และแม่บุญยังเก็บความปลื้มเพียงลำพัง หาจำเป็นต้องไปอวดอ้างให้ใคร ๆ ต้องชื่นชมตามเพื่อเพิ่มกำลังใจ หรือให้ตนเองพองตัวมากขึ้นแต่อย่างใด เสียงเพลงที่หนึ่ง ไปเสียงเพลงที่สอง แม้แต่ แม่ครับ ผมช่วยนะครับ ก็จะพูดด้วยเสียงขลุ่ย โดยอีกา หวังใช้ขลุ่ยพูดแทนตนเอง เพื่อการท้าทายกับวิชาที่สำเร็จวิชาเป่าขลุ่ยโดยไม่รู้ตัว โดยไม่จำเป็นต้องมีใบประกาศนียบัตรมารองรับ
อีกา เป่าขลุ่ยคราใด ก็ต้องนึกถึงลุงขอทาน เมื่อเสียงและจังหวะเกือบจะเหมือนเสียงขลุ่ยของลุงขอทานเข้าไปทุกวัน ถ้าวันใดเสียงเหมือนเสียงขลุ่ยลุงขอทาน ไม่ว่าจังหวะท่วงท่า ความพริ้วไหวของลำนิ้ว คงได้ตำแหน่งขอทานหรือไม่ อีกา นึกฝัน ตำแหน่งขอทาน สำหรับในสายตาของอีกา ไม่คิดว่าเป็นตำแหน่งที่ด้อยค่า เพราะลุงขอทาน ได้ให้คำภีร์มหัสจรรย์สูงค่าที่คนธรรมดายกเว้น แม่บุญยัง ยากจะหยั่งถึงอย่างเข้าใจอย่างท่องแท้
ดนตรีหลาย ๆ ชิ้นที่ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประจำจังหวัด เอามาบริจาคนั้น ถูกอีกาได้ลิ้มลองครบทุกชนิด เพียงแต่ต้องใช้เวลาเข้าใจดนตรีละชิ้นมันมีนิสัยเป็นอย่างไร เคลื่อนคลำตำแหน่งใด จะเกิดเสียงอะไร ใช้แรงหนักแรงเบา ณ จุดใดจึงจะได้เสียงดังใจนึก แววการละเล่นดีดสีตีเป่า ย่อมเข้าตาเข้าใจต่อ ครูบรรเลง อย่างหลีกหนีไม่พ้น แม้กระทั่ง ครูเปี่ยมสุข ได้ติดตามเฝ้าคอยเอาใจใส่ อีกา ไม่ทิ้งห่าง ก็ย่อมรับรู้เช่นกัน
ไม่นานนัก เสียงระฆังของโรงเรียน อันเดิม เสียงเดิม เก๊ง ๆ ๆ ๆ ซึ่งอีกา รู้ดีว่า คือโน๊ตตัวใด นักเรียนเดิม ๆ เข้าแถวตามชั้นเรียน จากประถมศึกษาปีที่ หนึ่ง ไล่เรียงไปจนท้ายสุด ประถมศึกษาปีที่ 6 และเสียงเพลงชาติวันนี้ เป็นการบรรเลงขลุ่ยเดี่ยว และเป็นใครไปไม่ได้ อีกาเป็นผู้บรรเลง จับจององอาจด้วยความมั่นใจขับขานแต่เพียงผู้เดียว โดยปราศจากเสียงขับขานของเด็ก ๆ 299 คนอย่างที่เคยร้องพร้อมกันทุก ๆ เช้า แต่ละเสี้ยวคำของเพลงชาติ อีกา รู้ดีว่า อยู่ ณ จุดใดของขลุ่ย เด็กนักเรียนเงียบสนิท ยืนตัวตรงไม่วอกแวก ธงชาติปลิวพัดสบัดพริ้ว การที่เด็ก ๆ เงียบนั้นหาใช่เพราะเด็ก ๆ ซึ้งตรึงใจในเสียงขลุ่ยของอีกา อันใด แต่เพราะเป็นเพลงชาติไทย ที่เด็กนักเรียนถูกสอนตั้งแต่ ประถมศึกษาปีที่ หนึ่ง ให้เงียบ ส่วนครูสุวิภา ใบหน้าย่อมเป็นกระด้ง รอยยิ้มเผยกว้างเกินจินตนาการเหมือนเดิม
ครูบุญยัง ยืนมองแต่ไกล แต่เสียงขลุ่ยเช่นนี้ แม่บุญยังเข้าใจจดจำได้อย่างลึกซึ้ง ว่าเสียงลมแต่ละเสี้ยวที่พัดพาส่วนของเสียง แต่ละท่วงทำนอง แต่ละท่วงสร้อยคำ ผู้ใดเป็นคนเป่า แม้ไม่เห็นตัวตนผู้เป่า แม่บุญยังก็รับรู้ได้ ว่าเป็นใคร
เสียงเพลงชาติจากขลุ่ยได้จบลง ครูเปี่ยมสุข ปรบมือยืนเคียงข้าง เพียงคนเดียว ไม่นานนัก เริ่มมีเสียงปรบมือตามครูใหญ่ แต่เสียงที่ปรบมือดังที่สุด ต้องยกให้ ครูสุวิภา ครูประจำชั้น อีกา นั่นเอง อีกาไม่แน่ใจ ต้องโค้งคำนับเหมือน วาทยากร ชื่อดังที่เขาทำกันหรือไม่ แต่อาการกริยาที่ อีกา ถนัดมากที่สุด คือการไหว้และก้มศรีษะเล็กน้อย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น