วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องสั้น - อีกา ตอนที่ 17

อีกา เอ้ย วันเสาร์นี้ ไปวัดงานบุญเดือนสิบ นะลูก ครับแม่ คำว่าครับแม่ไม่ใช่เสียงพูดของ อีกา แต่เป็นเสียงโน๊ตเพลงผ่านลมจากใจ ถ่ายทอดไปยังลำขลุ่ย ประสานนิ้วทั้งสิบ ซึ่งแม่บุญยังจะชินกับเสียงตอบรับเช่นนี้จากลูกรัก แต่ไม่ชินใจ ได้แต่อมยิ้มมุมริมฝีปากเผยอเล็กเล็กทุกครา

แม่บุญยัง เดินเคียงข้างจับจูงมือ อีกา แต่ถ้านานมาแล้ว งานบุญเดือนสิบ คนที่ถูกจูงมือ คือ แม่บุญยัง เคียงข้างด้วย พ่อคมกริบ ต่างพะเน้าพะนอเดินหยอกล้อแสนสุขใจ แต่วันนี้ ไม่มีพ่อคมกริบ แต่มีอีกา ที่เดินพูดคุย โดยส่วนใหญ่ อีกา เป็นคนถาม แม่บุญยังเป็นคนตอบ

บุญยัง ร้อนไหม ทุกครั้งที่ พ่อคมกริบ ถามเอื้อยเอ่ยกับแม่บุญยัง จะมีสร้อยรอยยิ้มส่งมาให้แม่บุญยังเสมอ แม้รอยยิ้มเช่นนี้ในสายตาคนนอกมอง แสนจะธรรมดาเสียเหลือเกิน แต่สำหรับแม่บุญยัง คือรอยยิ้มที่วิเศษที่สุด เกินที่ใจดวงนี้จะโอบอุ้มได้ทั้งหมด มันมากล้นเหลือเกิน พ่อคมกริบ ไม่เคยต่อว่า เหยียดหยาม ติติง แม่บุญยังเลย ไม่พูดให้แม่บุญยังเสียน้ำใจแม้เพียงครั้งเดียว ยกเว้นคลับคล้ายครั้งสุดท้าย เป็นการเหมารวมสวมโครมเททะเลทั้งมหาสมุทรถาเถิมใส่หัวใจแม่บุญยังเต็มกำลัง "เราจำเป็นต้องไปแต่งงานกับ พิลัยนะ"

ทั้งสองคนได้จุดธูปพนมมือไหว้พระ นั่งเงียบหลับตา ใจทั้งสองคนนึกอะไรบ้าง ติดสินบนสิ่งศักดิ์อะไรหรือไม่ หรือขออะไรมากมายต่อองค์พระต่อหน้าหรือไม่ บุญยัง ไม่ได้สอบถาม คมกริบ แต่สองคนเมื่อไหว้เสร็จ ได้แต่ทอดรอยยิ้มต่อกัน เหมือนโลกใบนี้มีแต่เราสองคน

แม่ครับ หนูไปถึงวัดแล้วหนูจะเป่าขลุ่ย เพื่อระลึกถึง ลุงขอทานนะแม่ แม่บุญยังเผลอไม่ได้ยินเสียงของอีกา อะไรหรือลูก หนูไปถึงวัดแล้วหนูจะเป่าขลุ่ย เพื่อระลึกถึง ลุงขอทานนะแม่ จ่ะลูก ใจของแม่บุญยัง ที่เผลอคิดความหลัง มาอยู่ตรงความหน้า มาฟังถ้อยคำของอีกา อย่างน้อยปัจจุบัน คือ อีกา ไม่ใช่ พ่อคมกริบ แม้ใจลึก ๆ จะเผลอไผล คิดอยู่เนือง ๆ ก็ตาม

เสียงขลุ่ยแว่วแผ่วคดเลี้ยวเกี่ยวลมพุ่งลำดำดิ่ง โดยหวังแค่เพียงระลึกถึงผู้มีคุณ คือลุงขอทาน ซักครั้งหนึ่ง แต่ต่างจากลุงขอทานตรงที่ไม่มีกระป๋องคอยรับเงิน ที่แสดงออกให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายว่า แบ่งปันเงิน เพราะอีกาไม่ได้คาดหวังว่าเงินคือสิ่งจำเป็นเกินกว่า อาหารที่มีอยู่รอบบ้าน เพียงพอต่อชีวิตทั้งชีวิตแล้ว ลามลุกไปถึงว่าตำแหน่งขอทาน  ก็ไม่อยากหยิบฉวย แม้ในสายตาคนอื่นจะเป็นตำแหน่งที่ไม่พึงประสงค์ก็ตาม

เสียงขลุ่ยหยุดลง ไหว้พระเถอะลูก เป่าขลุ่ยชั้นครูเลยนะ อีกา ครับหลวงพ่อ หลวงพ่อคงสนทนาขัดจังหวะเสียงเพลง แต่ไม่ขัดจังหวะเสียงธรรมที่หลวงพ่อ พูดคุยกับอีกานั้น ล้วนแอบแฝงซ่อนเร้นด้วยธรรมทั้งสิ้น หลวงพ่อครับ หลวงพ่อเคยเห็น ชายขอทานที่เป่าขลุ่ยไหมครับ หลวงพ่อ ยืนนึก หลวงพ่อเคยเห็นครั้งหนึ่งนะ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม่เคยเห็นอีกเลย สงสัยคงเป็นวันเดียวกันที่อีกาเจอ ลุงขอทาน อีกานึกครุ่นคิดอยู่ในใจ คนเรานะลูกเอ๋ย มีเกิดก็ต้องมีดับ มีเจอก็ต้องมีจาก วันนี้มี พรุ่งนี้อาจไม่มี มันหาอะไรจริงแท้แน่นอนไม่ได้หรอกลูก ถ้าผูกยึดไว้มาก กว่าจะแกะแทะออกมันก็ใช้เวลา บางคนแกะแทะไม่ออก ก็จมอยู่กับความเศร้าโดยคิดว่า อะไร อะไร เป็นของเรา ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วหาใช่ของเราโดยแท้จริงไม่ แต่เราไปหลงละเมอเพ้อพกเข้าข้างตัวไปเอง ว่าเป็นของเรา รู้สึกเสียดงเสียดายอาลัยอาวรณ์ นี่แหละชีวิตโลกล่ะ ที่หลวงพ่อพูดเช่นนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุก ๆ คนต้องบวช จึงจะพ้นชีวิตโลกได้ เพียงแค่ใจเอาใจไปบวชใจ ก็สามารถพ้นโลกได้เช่นกัน ครับหลวงพ่อ

อีกา ได้บรรเลงเพลงต่อ ไม่ได้ไปดูเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันเหมือนที่เคยทำ ไม่ได้ไปเดินดูรอบ ๆ วัดเหมือนแต่ก่อน และไม่ได้ไปเก็บดอกไม้อย่างที่เคยเก็บมาให้ลุงขอทาน ลุงขอทานไปอยู่ที่ไหน ถ้าลุงขอทานได้ฟังเสียงขลุ่ยนี้ ลุงขอทานคงปลื้มใจ ขอบคุณลุงมากนะครับ นี่คือคำพูดที่ลึกอยู่ในหัวใจของอีกา ส่งไปหาลุงขอทาน โดยไม่รู้แจ้งชัดว่า ลุงขอทานจะได้รับรู้หรือไม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น